# การเมืองการปกครองสมัยสุโขทัย
ลักษณะการปกครอง แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบพ่อปกครองลูก ช่วงต้นสมัยสุโขทัย เรียกผู้นำว่า "พ่อขุน" ปกครองประชาชนด้วยความห่วงใยและมีเมตตา ต่อประชาชน
เปรียบเสมือนพ่อกับลูก ฐานะของกษัตริย์เป็นปิตุราชา
2. แบบธรรมราชา ในช่วงสุโขทัยตอนปลายการปกครองใช้ธรรมะเนื่องจากได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา กษัตริย์ ดำรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม โดยประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และมีสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน เช่น เสรี ภาพในการประกอบอาชีพ
การจัดระเบียบการปกครองสมัยสุโขทัย
1. เมืองหลวง คือ สุโขทัยเป็นศูนย์กลางการปกครอง
2. เมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่าน ตั้งอยู่รอบ ๆ เมืองหลวง มี 4 ทิศ โดยมีเชื้อพระวงศ์เป็นผู้ปกครอง มีหน้าที่ สะสมเสบียงอาหาร และป้องกันข้าศึกศัตรู เมืองหน้าด่านทั้ง 4 ได้แก่
- ทิศเหนือ คือ ศรีสัชนาลัย
- ทิศใต้ คือ สระหลวง (พิจิตร)
- ทิศตะวันออก คือ สองแคว (พิษณุโลก)
- ทิศตะวันตก คือ ชากังราว (กำแพงเพชร)
3. เมืองพระยามหานคร หรือเมืองชั้นนอก เป็นหัวเมืองชั้นนอก มีเจ้าเมืองหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ปกครอง
4. เมืองประเทศราช เมืองที่อยู่นอกราชอาณาจักรโดยยอมสวามิภักดิ์ต่อสุโขทัย โดยการส่งเครื่องราชบรรณาการให้ และมีเจ้าเมืองเดิมปกครอง
# การปกครองสมัยอยุธยา
สมัยอยุธยา พ.ศ.1893-2310
บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางของประเทศไทย ปรากฏผู้คนตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนเป็นเมือง เป็นแคว้น และอาณาจักร มีความมั่นคงเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการค้าจน สามารถสร้างสรรค์ศิลปกรรมอันงดงาม
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.1893 ความเหมาะสมคือ ทำเลที่ตั้งเมืองแม่น้ำล้อมรอบ 3 ด้าน ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีด้านเหนือ แม่น้ำเจ้าพรยาทางด้านตะวันตกและใต้ ส่วนด้านตะวันออก ได้ขุดลำคูเชื่อมกับแม่น้ำ อยุธยาจึงกลายเป็นเกาะที่มีลำน้ำล้อมรอบครบทั้ง4 ด้านนับเป็นชัยภูมิที่มั่งคงสามารถป้องกันข้าสึกได้เป็นอย่างดีกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บริเวณที่ราบภาคกลาง ซึ่งลำน้ำสายต่างๆ จากภาคเหนือไหลผ่านไปลงทะเลอ่าวไทย จึงสามารถควบคุมเส้นทางคมนาคม การค้า ทางยุทธศาสตร์ จึงทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางที่อาณาจักรไทย ยาวนานถึง 417 ปี
สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา
อาณาจักรอยุธยาปกครองด้วยระบอบราชธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตลอดสมัยของอาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริย์ปกครองรวม 33 พระองค์ลักษณะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์คือต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สถานบันพระมหากษัตริย์ จึงได้นำลัทธิสมมติเทพ ซึ่งเป็นหลักศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาเสริมสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความศักดิ์สิทธิและมั่งคง และมีพระราชอำนาจส่งขึ้น
ในระยะแรกก่อตั้งอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริย์ของอยุธยาผูกพันกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาตามแบบที่เคยเป็นมา โดยเรียกผู้ปกครองว่ามหาสมมติราช หมายถึงผู้ได้รับมอบหมายจากคนทั้งปวงให้เป็นผู้ปกครองสังคม นอกจากนี้ยังเป็น พระจักรพรรดิราช หรือพระราชาผู้ยิ่งใหญ่เปรียบเสมือนเทพเจ้า เป็นองค์สมมติเทพ จึงต้องมีระเบียบประเพณีและพิธีการ ต่างๆ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวาย คำสั่งพระมหากษัตริย์เรียกว่าโองการ มีภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์เรียกว่า ราชาศัพท์ ที่อยู่ของพระมหากษัตริย์เรียกว่าพระราชวัง ผู้ใดที่ละเมิดจะถูกลงโทษ
การปกครองและการบริหารของสมัยอยุธยาจะแบ่งออกเป็นสามระยะคือ สมัยอยุธยาตอนต้น สมัยอยุธยากลาง และสมัยอยุธยาตอนปลาย
การเมืองการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้น(พ.ศ.1893-1991)
การปกครองส่วนกลาง
พระมหากษัตริย์ ปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คือจตุสดมภ์
จตุสดมภ์ แบ่งเป็น
กรมเวียง - มี ขุนเวียง เป็นผู้ดูแล มีหน้าที่ รักษาความสงบสุขของราษฏร
กรมวัง - มี ขุนวัง เป็นผู้ดูแล เป็นหัวหน้าฝ่ายราชสำนักการพิจารณาพิพากษาคดี
กรมคลัง - มี ขุนคลัง เป็นผู้ดูแล มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ได้จากการเก็บส่วยอากร
กรมนา - มี ขุนนา เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลการทำไร่ นาและสะสมเสบียงอาหารของ พระนคร
การปกครองหัวเมือง
อยุธยาเป็นเมืองหลวง เป็นจุดของศูนย์รวมอำนาจการปกครอง ล้อมรอบด้วยเมืองลูกหลวง ประกอบด้วยทิศเหนือ เมืองลพบุรี ทิศตะวันออก เมือง นครนายก ทิศใต้ เมืองนครเขื่อนขันธ์ และทิศตะวันตก เมือง สุพรรณบุรี
ถัดออกมาคือ หัวเมืองชั้นใน ได้แก่ สิงห์บุรีปราจีนบุรี ชลบุรีและเพชรบุรี และเมืองประเทศราช เช่น เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพิษณุโลก
การเมืองการปกครองสมัยอยุธยาตอนกลาง1991-2231
การปกครองเริ่มตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา หลังจากที่ได้ผนวกเอาอาณาจักรสุโขทัยมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาโดยมีลักษณะสำคัญ2ประการคือ
1.จัดการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
2.แยกกิจการฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารออกจากกัน
การปกครองส่วนกลาง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯให้มีตำแหน่งสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารนอกจากนี้ยังได้ทรงตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้นมา อีก2กรม คือ
กรมมหาดไทยมีพระยาจักรีศรีองครักษ์เป็นสมุหนายกมีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดี มีหน้าที่ควบคุมกิจการพลเรือนทั่วประเทศ
กรมกลาโหมมีพระยามหาเสนาเป็นสมุหพระกลาโหมมีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดีมีหน้าที่ควบคุมกิจการทหารทั่วประเทศ
นอกจากนี้ใน 4 กรมจตุสดมภ์ที่มีอยู่แล้ว ทรงให้มีการปรับปรุงเสียใหม่โดยตั้งเสนาบดีขึ้นมาควบคุมและรับผิดชอบในแต่ละกรมคือ
กรมเมือง(เวียง มีพระนครบาลเป็นเสนาบดี
กรมวัง มีพระธรรมาธิกรณ์เป็นเสนาบดี
กรมคลัง มีพระโกษาธิบดีเป็นเสนาบดี
กรมนา มีพระเกษตราธิการเป็นเสนาบดี
การปกครองส่วนภูมิภาค
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกการปกครองแบบเดิมทั้งหมดแล้วจัดระบบใหม่ดังนี้
1. หัวเมืองชั้นในยกเลิกเมืองหน้าด่านแล้วเปลี่ยนเป็นเมืองชั้นใน มีฐานะเป็นเมืองจัตวาผู้ปกครองเมืองเหล่านี้เรียกว่า ผู้รั้งพระมหากษัตริย์จะเป็นผู้แต่งตั้งขุนนางในกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่ผู้รั้งเมืองต้องรับคำสั่งจากในราชธานีไปปฏิบัติเท่านั้นไม่มีอำนาจในการปกครองโดยตรง
2.หัวเมืองชั้นนอก(เมืองพระยามหานคร)เป็นหัวเมืองที่อยู่ภายนอกราชธานีออกไป จัดเป็นหัวเมืองชั้นตรี โท เอกตามขนาดและความสำคัญของหัวเมืองนั้น เมืองเหล่านี้มีฐานะเดียวกันกับหัวเมืองชั้นในคือขึ้นอยู่ในการปกครองจากราชธานีเท่านั้น
3. หัวเมืองประเทศราชยังให้มีการปกครองเหมือนเดิมมีแบบแผนขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอง มีเจ้าเมืองเป็นคนในท้องถิ่นนั้นส่วนกลางจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในด้านการปกครอง แต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย
การปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งการปกครองเป็นหน่วยย่อยโดยแบ่งเป็น
1. บ้านหรือหมู่บ้านมีผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นหัวหน้า จากการเลือกตั้งจากหลายบ้าน
2. ตำบลเกิดจากหลายๆหมู่บ้านรวมกันมีกำนันเป็นหัวหน้ามีบรรดาศักดิ์เป็น พัน
3. แขวงเกิดจากหลายๆตำบลรวมกัน มีหมื่นแขวงเป็นผู้ปกครอง
4. เมืองเกิดจากหลายๆ แขวงรวมกันมีผู้รั้งหรือพระยามหานครเป็นผู้ปกครอง
ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2ได้มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองทางด้านการทหาร ได้แก่
1. การจัดทำสารบัญชี (หรือสารบาญชี)เพื่อให้ทราบว่ามีกำลังไพร่พลมากน้อยเพียงใด
2. สร้างตำราพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยการจัดทัพ การเดินทัพ การตั้งค่าย การจู่โจมและการตั้งรับส่วนหนึ่งของตำราได้มาจากทหารอาสาชาวโปรตุเกส
3. การทำพิธีทุกหัวเมืองซักซ้อมความพร้อมเพรียงเพื่อสำรวจจำนวนไพร่พล(คล้ายกับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลในปัจจุบัน)
การเมืองการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลายพ.ศ.1991-พ.ศ.2310
การปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ ตั้งแต่ พ.ศ.1991ในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครองราชย์พระองค์ได้ปฏิรูปการปกครองเสียใหม่
สาเหตุของการปรับปรุงการปกครองสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์ในปีพ.ศ.1981-2031ทรงปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่ เนื่องจาก
1. อาณาเขตของกรุงศรีอยุธยากว้างขวางมากขึ้น เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2(เจ้าสามพระยา) ไทยตีนครธมราชธานีของเขมรได้ใน พ.ศ.1974และได้รวมอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เมื่อ พ.ศ.1981ทำให้อาณาเขตของกรุงศรีอยุธยากว้างขวางมากขึ้นเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.1991ทรงเห็นว่าการปกครองแบบเก่ายังไม่รัดกุมเพียงพอเพราะผู้ครองนครเมืองต่าง ๆ มีอำนาจสิทธิ์ขาดมากเกินไปและเบียดบังรายได้จากภาษีอากร ทำให้ราชธานีได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มที่
2. เมืองลูกหลวง ก่อปัญหาให้อยุธยามาตลอดเนื่องจากเจ้าเมืองเหล่านี้เป็นเจ้านายชั้นสูงได้รวมกำลังกันยกกำลังทหารเข้ามาแย่งชิงราชสมบัติอยู่เสมอ
3. พราหมณ์และขุนนางจากราชสำนักเขมร ได้นำเอาวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่เนื่องจากในรัชสมัยก่อน ๆ เบื่อยกทัพไปตีเขมร
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์ในปีพ.ศ.1981-2031ทรงปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่ เนื่องจาก
1. อาณาเขตของกรุงศรีอยุธยากว้างขวางมากขึ้น เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2(เจ้าสามพระยา) ไทยตีนครธมราชธานีของเขมรได้ใน พ.ศ.1974และได้รวมอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เมื่อ พ.ศ.1981ทำให้อาณาเขตของกรุงศรีอยุธยากว้างขวางมากขึ้นเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.1991ทรงเห็นว่าการปกครองแบบเก่ายังไม่รัดกุมเพียงพอเพราะผู้ครองนครเมืองต่าง ๆ มีอำนาจสิทธิ์ขาดมากเกินไปและเบียดบังรายได้จากภาษีอากร ทำให้ราชธานีได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มที่
2. เมืองลูกหลวง ก่อปัญหาให้อยุธยามาตลอดเนื่องจากเจ้าเมืองเหล่านี้เป็นเจ้านายชั้นสูงได้รวมกำลังกันยกกำลังทหารเข้ามาแย่งชิงราชสมบัติอยู่เสมอ
3. พราหมณ์และขุนนางจากราชสำนักเขมร ได้นำเอาวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่เนื่องจากในรัชสมัยก่อน ๆ เบื่อยกทัพไปตีเขมร
การปกครองส่วนกลาง
1. ฝ่ายทหารมีสมุหกลาโหม เป็นผู้บังคับบัญชา ตำแหน่งเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดีมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยามหาเสนาบดีทำหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับราชการทหารและการป้องกันประเทศ
2. ฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายกเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับงานราชการพลเรือนทั่วๆ ไปมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ มีเสนาบดีจตุสดมภ์เป็นเจ้ากระทรวงตำแหน่งรองลงมาจากสมุหนายก ทำหน้าที่เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติมาเพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ดังนี้
กรมเมือง เปลี่ยนเป็น นครบาล
กรมวัง เปลี่ยนเป็น ธรรมาธิกรณ์
กรมคลัง เปลี่ยนเป็น โกษาธิบดี
กรมนา เปลี่ยนเป็น เกษตราธิการ
2. ฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายกเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับงานราชการพลเรือนทั่วๆ ไปมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ มีเสนาบดีจตุสดมภ์เป็นเจ้ากระทรวงตำแหน่งรองลงมาจากสมุหนายก ทำหน้าที่เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติมาเพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ดังนี้
กรมเมือง เปลี่ยนเป็น นครบาล
กรมวัง เปลี่ยนเป็น ธรรมาธิกรณ์
กรมคลัง เปลี่ยนเป็น โกษาธิบดี
กรมนา เปลี่ยนเป็น เกษตราธิการ
ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยศักดินาขึ้นและใช้มาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นศักดินาคือวิธีให้เกียรติยศบุคคลตั้งแต่ขุนนาง ข้าราชการ ลงไปจนถึงไพร่และทาสโดยกำหนดจำนวนที่นามากน้อยตามศักดิ์หรือเกียรติยศของบุคคล เช่น
ชั้นเจ้าพระยามีศักดินา 10,000ไร่
คนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25ไร่
ทาสมีศักดินา 5ไร่
การกำหนดระบบศักดินาขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน นอกจากนี้ ระบบศักดินายังเกี่ยวพันกับการชำระโทษและปรับไหมในกรณีกระทำผิดอีกด้วย คนที่ถือศักดินาสูงเมื่อทำผิดจะถูกลงโทษหนักกว่าผู้มีศักดินาต่ำ การปรับในศาลหลวงค่าปรับนั้นก็เอาศักดินาเป็นบรรทัดฐาน
การปกครองหัวเมือง
พระบรมไตรโลกนาถพยายามจัดการปกครองหัวเมืองเสียใหม่เพื่อให้ส่วนกลางสามารถคุมหัวเมืองทั้งหลายได้แต่ก็ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการคมนาคมไม่สะดวกคงทำได้สำเร็จเฉพาะหัวเมืองใกล้เคียงหรือหัวเมืองรอบ ๆ เมืองหลวงเท่านั้นหัวเมืองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถนอกจากเมืองพระยามหานครที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขุนนางไปปกครองแล้วยังมีหัวเมืองประเทศราช ที่มีเจ้าเมืองของตนเอง แต่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาโดยส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทุกปี หัวเมืองประเทศราชเหล่านี้ มีทั้งใกล้และไกลเช่น เชียงใหม่เชียงแสน เชียงรุ้ง ยะโฮร์ มะละกา เป็นต้น
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่โดยยกเลิกเมืองพระยามหานคร และจัดแบ่งเมืองนอกเขตราชธานีออกเป็น 3ชั้น คือ
1. หัวเมืองชั้นเอก มีเมือง คือ พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช
2. หัวเมืองชั้นในมีหลายเมือง เช่น สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบุรี เป็นต้น
3. หัวเมืองชั้นตรี เช่น พิชัย นครสวรรค์ ไชยา พัทลุง เป็นต้น
หัวเมืองแต่ละชั้นยังมีเมืองย่อยอยู่โดยรอบ เรียกเมืองเหล่านี้ว่าเมืองจัตวา การจัดการปกครองหัวเมืองแบบนี้มีมาโดยตลอดและได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
การปกครองหัวเมือง
พระบรมไตรโลกนาถพยายามจัดการปกครองหัวเมืองเสียใหม่เพื่อให้ส่วนกลางสามารถคุมหัวเมืองทั้งหลายได้แต่ก็ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการคมนาคมไม่สะดวกคงทำได้สำเร็จเฉพาะหัวเมืองใกล้เคียงหรือหัวเมืองรอบ ๆ เมืองหลวงเท่านั้นหัวเมืองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถนอกจากเมืองพระยามหานครที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขุนนางไปปกครองแล้วยังมีหัวเมืองประเทศราช ที่มีเจ้าเมืองของตนเอง แต่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาโดยส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทุกปี หัวเมืองประเทศราชเหล่านี้ มีทั้งใกล้และไกลเช่น เชียงใหม่เชียงแสน เชียงรุ้ง ยะโฮร์ มะละกา เป็นต้น
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่โดยยกเลิกเมืองพระยามหานคร และจัดแบ่งเมืองนอกเขตราชธานีออกเป็น 3ชั้น คือ
1. หัวเมืองชั้นเอก มีเมือง คือ พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช
2. หัวเมืองชั้นในมีหลายเมือง เช่น สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบุรี เป็นต้น
3. หัวเมืองชั้นตรี เช่น พิชัย นครสวรรค์ ไชยา พัทลุง เป็นต้น
หัวเมืองแต่ละชั้นยังมีเมืองย่อยอยู่โดยรอบ เรียกเมืองเหล่านี้ว่าเมืองจัตวา การจัดการปกครองหัวเมืองแบบนี้มีมาโดยตลอดและได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยพระเพทราชาทรงสลับสับเปลี่ยนหน้าที่อัครมหาเสนาบดี ดังนี้
1. สมุหนายก - ควบคุมหัวเมืองด้านเหนือ
2. สมุหกลาโหม - ควบคุมหัวเมืองด้านใต้
3. พระยาโกษาธิบดี เสนาบดีกรมท่า - ควบคุมหัวเมืองด้านตะวันออก
# การปกครองสมัยธนบุรี
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระราชภารกิจที่ต้องทรงกระทำอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความปลอดภัย การกินดีอยู่ดีและการฟื้นฟูบ้านเมืองให้อยู่ในภาวะปกติโดยเร็ว อย่างไรก็ดีรัชกาลของพระองค์มีระยะเวลาสั้นเพียง 15 ปี พระองค์ไม่มีโอกาสที่ปรับปรุงกิจการบ้านเมืองได้มากนักคงดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่สำคัญ ๆ เท่านั้น คือ ทรงรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น เนื่องจากเกิดสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ราษฏรได้อพยพหนีสงครามกระจัดกระจายไปอยู่ตามป่า และหัวเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ก็แยกตัวเป็นอิสระ หัวเมืองใดมีกำลังมากก็ตั้งตนเป็นใหญ่ ซึ่งมีด้วยกัน 5 ชุมนุม ดังนี้
แผนที่แสดงที่ตั้งของ ๕ ชุมนุม ในสมัยธนบุรี( ดูภาพขยาย คลิกที่รูป) |
1. ชุมนุมเจ้าพระฝาง มีเจ้าพระฝางเป็นหัวหน้า อยู่ที่เมืองฝาง ทางภาคเหนือ
2. ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก มีเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นหัวหน้า อยู่ที่เมืองพิษณุโลก ทางภาคเหนือ
3. ชุมนุมพระยานครศรีธรรมราช มีเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเป็นหัวหน้าอยู่ทีเมืองนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้
4. ชุมนุมกรมหมื่นเทพพิพิธ มีกรมหมื่นพิพิธเป็นหัวหน้า อยู่ที่เมืองนครราชสีมา ทางภาคอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
5. ชุมนุมพระยาตาก มีพระยาตากเป็นหัวหน้า อยู่ที่เมืองจันทบุรี ทางหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก
แผนที่แสดงอาณาเขตประเทศไทยสมัยธนบุรี ( ดูภาพขยาย คลิกที่รูป) รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๒๕) |
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงรวบรวมคนที่แตกฉานซ่านเซ็นได้เข้ามารวมกันที่กรุงธนบุรีและตามถิ่นที่อยู่เดิม เพื่อเป็นกำลังของบ้านเมือง พระองค์ได้ทรงยกกองทัพไปปราบชุมนุมต่าง ๆ ชุมนุมแรกที่ทรงไปปราบ คือชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นชุมนุมที่เข้มแข็งที่สุด แต่ปราบไม่สำเร็จ เพระสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกกระสุนปืนของข้าศึกบาดเจ็บ หลังจากนั้นทรงยกกองทัพไปชุมนุมกรมหมื่นเทพพิพิธ และชุมนุมเจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้สำเร็จตามลำดับ ชุมนุมสุดท้าย คือชุมนุมเจ้าพระยาฝาง เป็นชุมนุมที่รวมเอาชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกไว้ด้วยเนื่องจากเจ้าพระยาพิษณุโลกถึงแก่กรรม จึงชุมนุมที่มีกำลังมาก ทรงยกกองทัพไปปราบ ใน พ.ศ. 2313 และปราบสำเร็จ
การป้องกันและขยายอาณาเขต ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชได้แล้ว พม่าได้ส่งกองทัพเข้ามาปราบปรามธนบุรี ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้กรุงธนบุรีเข้มแข็งและมีอำนาจ แต่กองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็สามารถป้องกันได้ สงครามครั้งสำคัญระหว่างกรุงธนบุรีกับพม่า ได้แก่ศึกพม่าที่บางกุ้ง สมุทรสงคราม ศึกอะแซหวุ่นกี้
ในด้านการขยายอาณาเขตนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟูอำนาจของไทยในเขมร ทั้งนี้เพราะเขมรเคยเป็นเมืองประเทศราชของไทยมาตั้งแต่อยุธยา แต่เมื่ออยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2 เขมรก็เป็นอิสระ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงยกทัพไปตีเขมร ทรงตีเขมรได้ และโปรดเกล้าฯ ให้นักองค์เป็นกษัตริย์ปกครองเขมร ต่อมาเขมรเกิดจลาจล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสิงห์ไปปราบเขมร แต่กองทัพยังไปไม่ถึงเขมร พอดีทราบข่าวว่าเกิดการจลาจลที่กรุงธนบุรีทัพไทยจึงต้องยกกองทัพกลับ
ลักษณะการปกครองส่วนใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรี ยังคงมีรูปแบบเหมือนสมัยอยุทธยาตอนปลายซึ่งยึดหลักการปกครองตามแบบที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางไว้คือ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดในการปกครอง โดยแบ่งการปกครองออกเป็น ๒ ส่วน คือ การปกครองส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค
1. การปกครองส่วนกลาง
พระมหากษัตริย์พระราชอำนาจสูงสุด มีอัครมหาเสนาบดี 2 ฝ่าย และเสนาบดี 4 กรม รับผิดชอบดูแลช่วยเหลือข้าราชการแผ่นดิน ได้แก่
1.1 สมุหกลาโหม มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลหัวเมืองผ่ายใต้และกิจการทหาร
1.2 สมุหนายก รับผิดชอบดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ และกิจการพลเรือน โดยมีจตุสดมภ์ซึ่งประกอบด้วยเสนาบดี 4 กรม เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ดังนี้
| เสนาบดีกรมเวียง(นครบาล) มีหน้าที่ปกครองท้องที่ และ รักษาความสงบเรียบร้อย เสนาบดีกรมวัง (ธรรมาธิกรณ์) มีหน้าที่เกี่ยวกับราชสำนักและพิจารณาพิพากษาคดีของราษฎร เสนาบดีกรมคลัง (โกษาธิบดี) มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรและการค้าขายกับต่างประเทศ เสนาบดีกรมนา (เกษตราธิการ) มีหน้าที่ดูแลที่นาหลวง เก็บภาษีการทำนา เก็บข้าวขึ้นฉางหลวง และพิจารณาคดีเกี่ยวกับเรื่องโค กระบือ และที่นา |
2. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น
1. หัวเมืองชั้นใน(เมืองจัตวา) ได้แก่ เมืองที่อยู่ใกล้ราชธานี มีผู้ปกครอง เรียกว่า ผู้รั้งเมือง เป็นผู้ช่วยพระมหากษัตริย์ในการปกครอง ได้แก่ เมืองพระประแดง เมืองนนทบุรี เมืองสามโคก
2. หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ หัวเมืองที่อยู่นอกเขตราชธานีออกไป เรียกว่า เมืองพระยามหานคร มีผู้ปกครองเรียกว่า เจ้าเมือง โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่ตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีความดีความชอบในราชการศึกสงครามออกไปปกครอง โดยจะแบ่งตามขนาดและความสำคัญของเมืองออกเป็น เมืองชั้นนอก โท ตรี จัตวา โดยรูปแบบเป็นเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของเมืองออกไปจากเดิม
3. เมืองประเทศราช ได้แก่ เมืองที่มีประชาชนไม่ใช่คนไทย แต่อยู่ในอำนาจของไทย พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองที่เป็นชนพื้นเมืองให้ปกครองกันเอง โดยให้เป็นอิสระในการปกครอง แต่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของเมืองหลวงและต้องส่งต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการแก่เมืองหลวง ได้แก่ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ เขมร และหัวเมืองมลายู